สถานการณ์ปัจจุบัน

แชร์หน้านี้
'ฉี่หนู'โรคที่พึงระวังหลังน้ำลด

'ฉี่หนู'โรคที่พึงระวังหลังน้ำลด thaihealth

แฟ้มภาพ

จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของชาวบ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ในด้านการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะนับว่าเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน จ.สกลนคร ในรอบ 40 ปี รวมถึงพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาพเหตุการณ์ที่เราเห็นคือในยามที่พี่น้องชาวไทยประสบกับความยากลำบากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนก็ต่างยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือดังที่ปรากฏเห็นในสื่อที่เป็นโซเชียล ที่เราได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของเหล่าดาราและคนดังได้ระดม ความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ประสบอุทกภัยจนเกิดภาพความประทับใจของความเอื้ออาทรที่ทุกคนมีต่อคนไทยด้วยกัน

          แต่หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายสิ่งที่ประชาชนสงสัยในสิ่งที่ต้องเผชิญหลังน้ำลดคืออะไร ทีมงานไขประเด็นจึงได้นำข้อมูล และความรู้มาเพื่อเตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม หลังน้ำลดให้ระวังโรคฉี่หนูตามมา โดยนายแพทย์เจษฎาโชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลว่า "จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -29 ก.ค. 60 พบผู้ป่วยแล้ว 1,362 ราย เสียชีวิต 29 ราย โดยพบว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้ป่วย 674 ราย เสียชีวิต10 ราย ส่วนจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ศรีสะเกษ, นครราชสีมา, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี"คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งสามารถพบได้ทุกพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงน้ำลด ทั้งนี้ โรคไข้ฉี่หนู อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วันหลังจากเริ่มป่วยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายๆครั้ง จะพบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการปวดหัว ตาแดงแต่จะมีบางส่วนซึ่งมีอาการรุนแรง ในกลุ่มนี้จะมีอาการไตวาย (ปัสสาวะไม่ออก) ตับวาย (ตัวเหลือง ตาเหลือง)อาจมีอาการเหนื่อย ไอเป็นเลือด และช็อก(ไม่รู้สึกตัว) ในคนที่รอให้มีอาการมากแล้วจึงมารักษามักจะเสียชีวิต ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 4-5 หลังจากเริ่มมีไข้

          ปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อคือ บาดแผลบริเวณร่างกายที่โดนน้ำโดยเฉพาะเท้า บาดแผลอาจเป็นเพียงรอยถลอก หรือแม้แต่แผลจากน้ำกัดเท้า หากมีอาการดังกล่าว และมีประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำหรือในพื้นที่หลังน้ำท่วม ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และได้รับการรักษาโดยเร็ว กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ แช่น้ำ และในบางพื้นที่ที่น้ำลดจะมีปริมาณ เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมมาก ควรใส่รองเท้าบู๊ตหรือสิ่งป้องกันชั่วคราวสวมใส่บริเวณเท้าโดยเฉพาะช่วงทำความสะอาดบ้านเรือน หากมีข้อสงสัยสอบ ถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422"

ที่มา http://www.thaihealth.or.th

สืบค้นวันที่ 15 สิงหาคม 2560